
เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง ปัญหาของหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ก็เริ่มมา หลายคนไม่รู้ว่า PM2.5 นั้นส่งผลกระทบต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะไม่แสดงอาการอะไรในทันที แต่อาจจะเป็นการสะสม จนเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและปอดของเราได้ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ PM2.5 กันให้มากขึ้น เพื่อจะได้ป้องกันตัวเองได้
PM2.5
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก แบ่งย่อยออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) PM2.5 ประกอบด้วยคำว่า PM ที่ย่อมาจาก Particulate Matters เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งมี 2 ชนิด ได้แก่ PM10 และ PM2.5 ส่วนตัวเลข 2.5 นั้น มาจาก ขนาดของฝุ่น มีหน่วยเป็นไมครอน ดังนั้น PM2.5 ก็คือ ฝุ่นละอองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน มีขนาดเล็กประมาณ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผม ขนจมูกไม่สามารถกรองได้ ลอยในอากาศได้นานและไกลถึง 1,000 กิโลเมตร และอาจมีสารพิษที่เกาะมาด้วย หากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ล่องลอยอยู่ในอากาศปริมาณมาก จะเห็นท้องฟ้าเป็นสีหม่น หรือเกิดเป็นหมอกควัน
สาเหตุของ PM2.5
1. ไฟป่า/เผาป่า
แม้ว่าไฟป่าสามารถเกิดเองทางธรรมชาติเนื่องจาก ฟ้าผ่า กิ่งไม้เสียดสีกัน การเกิดปฏิกิริยาเคมีจากแสงแดดในพื้นที่แล้ง แต่ 90% ของไฟป่าในประเทศไทยเกิดจากการเผาป่าโดยมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่นิยมเผาเพื่อทำทางเดินเก็บหาของป่า เผาเพื่อกระตุ้นการงอกหรือการแตกใบใหม่ของพืชเศรษฐกิจทำเงิน และเผาเพื่อทำการเกษตร
2. การผลิตไฟฟ้าและการทำอุตสาหกรรม
พื้นที่ที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดคือ นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ และการเผาปิโตรเลียมและถ่านหินมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งไอเสียที่เกิดจากการเผาไหม้นี้ปล่อยก๊าซพิษออกมามากมาย เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOX) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) รวมไปถึงฝุ่นละอองต่างๆ ด้วย
3. การคมนาคม
ควันจากท่อไอเสีย และการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ ก็เป็นอีกแหล่งกำเนิดใหญ่ของ PM 2.5 โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น การจราจรที่หนาแน่นทำให้เกิดฝุ่นละออง PM2.5 เป็นจำนวนมาก
4. กิจกรรมอื่นๆ
เช่น สูบบุหรี่ จุดธูป เผากระดาษ จุดพลุ ทำอาหารประเภทปิ้งย่าง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองในอากาศเช่นกัน
ระบบร่างกายที่ได้รับผลกระทบจาก PM2.5 มากที่สุดก็คือระบบทางเดินหายใจ เมื่อหายใจเอาฝุ่น PM2.5เข้าไป จะรู้สึกแสบจมูก ไม่สบาย ไอและมีเสมหะได้ ในคนไข้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคภูมิแพ้,โรคปอด (เช่น หอบหืด, ถุงลมโป่งพอง) ต้องระวังสุขภาพเป็นพิเศษ เนื่องจากฝุ่นนี้จะทำให้โรคกำเริบได้ง่าย ในระยะยาวมีผลทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดและ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ นอกจากเราจะต้องป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกบ้านแล้ว เราควรจะร่วมมือกันทั้งภาครัฐ และเอกชน ในการช่วยลดปัจจัยการเกิดฝุ่นในประเทศของเราด้วย
